Norway

แผนการจ่ายค่าตอบแทนที่พบในธุรกิจ MLM นั้นมีแบบหลักๆ คือ

 

1) แผนเมทริกซ์ (แผนเน็ตเวิร์ค หรือยูนิเลเวล)
2) แผนไบนารี่
3) แผนไตรนารี่
4) แผนสแตร์สเต็ปเบรกอะเวย์
5) แมทชิ่งโบนัส
6) กองทุนต่างๆ



        แผนเมทริกซ์ Matrix Plan หรือแผนเน็ตเวิร์ค Network Plan หรือยูนิเลเวล Unilevel Plan เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่เก่าแก่แผนหนึ่ง เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่จ่ายค่าตอบแทนเป็นจำนวนร้อยละของยอดขายหรือคะแนนในแต่ละชั้น ซึ่งจำกัดจำนวนชั้นที่จะจ่ายให้ลึกตามที่กำหนด หากไม่จำกัดจำนวนลูกทีมในชั้นที่หนึ่ง (หรือลูกทีมติดตัว หรือเรียกว่า Front line) เราเรียกว่า Unforced matrix คือเน็ตเวิร์คที่ไม่จำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว (Front line) หรือที่เรียกว่า ยูนิเลเวล


        แผนเมทริกซ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งจำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว ที่เรียกว่า Forced Matrix เป็นแผนที่จ่ายค่าตอบแทนเป็นชั้นๆ โดยจำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว หรือ Front line ตามจำนวนที่กำหนด เช่น มีลูกทีมติดตัวได้ไม่เกิน 5 คน เมื่อเราได้แนะนำผู้แทนจำหน่ายอิสระเข้ามาเป็นลูกทีมเราได้ครบ 5 คนแล้ว เมื่อแนะนำคนต่อไปก็จะไม่สามารถต่อติดตัวเราได้อีก ต้องนำไปต่อในชั้นที่ 2 ซึ่งก็จะเป็นลูกทีมของลูกทีมของเราอีกทีหนึ่ง เราเรียกลักษณะการต่อสายงานแบบนี้ว่า การล้นชั้น หรือ Spill over  ตัวอย่างของแผนเมทริกซ์แบบ 5x10 ก็คือมีลูกทีมติดตัวได้สูงสุด 5 คนและมีรายได้ลึกลงไป 10 ชั้น


        การ Roll-Up เป็นลักษณะการคำนวนอันหนึ่งของแผนเมทริกซ์ ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่ลูกทีมบางคนไม่ทำงานหรือไม่ซื้อสินค้าให้มีคะแนนเพื่อรักษาคุณสมบัติในการรับคอมมิชชั่นหรือโบนัส (Commission Qualifying) อัพไลน์หรือแม่ทีมจะสูญเสียโอกาสในการได้รับคอมมิชชั่นจากลูกทีมคนนี้ เพราะเขาไม่ได้ซื้อสินค้า การโรลอัพนั้นเป็นการดึงเอาลูกทีมคนถัดลงไปในสายงานขึ้นมาให้อยู่ในชั้นเดียวกับลูกทีมที่ไม่ได้รักษายอด


        จำนวนชั้นและเปอร์เซ็นต์ที่ผู้แทนจำหน่ายอิสระจะได้รับผลประโยชน์ตามแผนเมทริกซ์อาจเป็นแบบ ตายตัว หรือแบบปรับตามตำแหน่ง หรือปรับตามยอดคะแนน ก็ได้ ทั้งนี้การปรับจำนวนชั้นและเปอร์เซ็นต์ที่จ่ายตามตำแหน่งหรือตามยอดคะแนนที่ซื้อในรอบนั้น ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้แทนจำหน่ายอิสระทำงานให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากขึ้นไปด้วย




        แผนไบนารี่ Binary Plan เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ได้รับความนิยมมากแผนหนึ่ง มีโครงสร้างที่กำหนดให้ผู้แทนจำหน่ายอิสระมีลูกทีมติดได้ไม่เกิน 2 คน ดังนั้นหากผู้แทนจำหน่ายอิสระแนะนำสมาชิกใหม่คนที่ 3 เข้ามาก็จะต้องนำไปต่อให้กับลูกทีมคนใดคนหนึ่งในชั้นลึกลงไป จึงมีลักษณะ Spill Over ซึ่งเป็นการช่วยเหลือให้ลูกทีมมีสายงานเพิ่มขึ้นด้วย ลูกทีมที่ติดตัวทั้งสองคนนั้นคนหนึ่งอยู่ด้านซ้าย และอีกคนหนึ่งอยู่ด้านขวา บางครั้งจะเรียกว่าทีมซ้ายและทีมขวาก็ได้ โดยปกติการให้ค่าตอบแทนจะนับคะแนนทีมซ้ายและทีมขวามาจับคู่ในจำนวนที่เท่าๆกัน (หรือที่เรียกว่า Balanced Legs) แล้วคิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนคะแนน


การจ่ายค่าตอบแทนตามแผนไบนารี่นั้นมีลักษณะที่แบ่งออกได้เป็น
แบบที่บังคับโครงสร้าง และ แบบที่ไม่บังคับโครงสร้าง


        แผนไบนารี่แบบบังคับโครงสร้างนั้นเป็นแบบที่กำหนดโครงสร้างลักษณะต่างๆไว้เมื่อผู้แทนจำหน่ายอิสระสามารถสร้างทีมงานได้ตามโครงสร้างที่กำหนดก็จะได้ค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในแผน เช่น หากสามารถสร้างทีมงานให้ได้ในชั้นที่ 4 และมีจำนวนลูกทีมที่อยู่ในทีมซ้ายและทีมขวาทีมละ 2 คน จะได้ค่าตอบแทน 1000 บาทเป็นต้น แผนแบบนี้อาจจะมีการเก็บคะแนนไว้ให้ตามโครงสร้างที่ทำได้ และไม่มีการตัดทิ้งคะแนนที่ได้เก็บไว้ให้แล้ว


        แผนไบนารี่แบบไม่บังคับโครงสร้าง เป็นแบบที่ไม่กำหนดโครงสร้างที่จำเป็นต้องทำให้ได้คุณสมบัติ หรือกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วให้มีการจับคู่หรือนับคะแนนที่เท่ากันของทีมซ้ายและทีมขวา โดยมีโควต้าให้ในแต่ละรอบการคำนวณจะนับคู่หรือนับคะแนนให้ได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในแผน คะแนนส่วนที่เกินในรอบการคำนวณนั้นๆ ก็จะถูกตัดทิ้งไป การตัดคะแนนทิ้งเรียกว่า Flush


        แผนไบนารี่แบบ Weak – Strong เป็นแบบที่ไม่บังคับโครงสร้างเช่นกัน นับคะแนนจากทีมซ้ายและทีมขวา ทีมใดมีคะแนนมากกว่าในรอบการคำนวนนั้น ก็จะเรียกว่า ทีมแข็ง หรือ Strong Team และทีมใดที่มีคะแนนน้อยกว่าก็จะเรียกว่า Weak Team ในกรณีที่คะแนนเท่ากันทั้งสองทีมเราก็สามารถให้ทีมใดก็ได้เป็น Strong Team และ ทีมใดก็ได้เป็น Weak Team การจ่ายค่าตอบแทนก็จะจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายทีมอ่อน แล้วนำคะแนนทีมอ่อนมาหัก คะแนนทีมแข็งออกไป เก็บคะแนนส่วนที่เหลือของทีมแข็งไว้ให้ก็ได้


        การคิดคะแนนในระบบการคำนวณแบบไบนารี่นั้นอาจคิดจากยอด PV ของแต่ละทีม คือคิดเป็น PV หรือจะคิดเป็นจำนวนผู้แทนจำหน่ายอิสระ (จำนวนรหัส) ที่ครบตามคุณสมบัติต่างๆ ที่กำหนดไว้ก็ได้


        แผนไบนารี่อีกลักษณะหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากคือระบบ ที่มี Top-up หรือ Upgrade หรือที่เรียกว่าการเพิ่มจำนวนคู่หรือจำนวนคะแนนสูงสุดที่จะจับคู่ให้ได้ในแต่ละรอบการคำนวณ เช่นโดยปกติการคำนวณธรรมดาอาจจะคิดให้ 5 คู่ในแต่ละรอบการคำนวณ หากผู้แทนจำหน่ายอิสระซื้อสินค้าเพิ่มเพื่อขึ้นตำแหน่งก็จะมีสิทธิในการจับคู่ในแต่ละรอบการคำนวณเป็น 10 คู่ต่อรอบการคำนวณ เป็นต้น




        แผนไตรนารี่ Trinary Plan เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นที่นิยมมากเช่นกัน โดยที่โครงสร้างขององค์กรผู้แทนจำหน่ายอิสระนั้นจะมีการจำกัดจำนวนลูกทีมที่ติดตัวไว้เพียง 3 คน คือผู้แทนจำหน่ายอิสระใดๆจะมีลูกทีมติดตัวได้ไม่เกิน 3 คน เมื่อได้แนะนำผู้แทนจำหน่ายอิสระใหม่เข้ามาเป็นคนที่ 4 ก็จะต้องนำไปต่อให้ลูกทีมชั้นลึกลงไป จึงมีลักษณะ Spill Over ซึ่งเป็นการช่วยเหลือลูกทีม ทำให้เกิดการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน  การต่อสายงานผู้แทนจำหน่ายอิสระซึ่งเป็นลูกทีมคนแรกซึ่งอยู่ทางซ้ายมือสุด เราเรียกว่า ลูกทีมด้านซ้าย ลูกทีมที่อยู่คนถัดมา ซึ่งอยู่ตรงกลาง เราเรียกว่า ลูกทีมตรงกลาง และลูกทีมคนสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือสุด เราเรียกว่าลูกทีมด้านขวา


        การคิดค่าตอบแทนตามแผนไตรนารี่นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันแผนไบนารี่มาก เพียงแต่มีจำนวนทีมงานมากกว่าเท่านั้น ซึ่งจะมีลักษณะเป็นการจับคู่ตามรอบการคำนวณ (Balanced Legs) การจับคู่อาจเป็น คู่สอง ซึ่งหมายถึงการจับกันระหว่างคะแนนที่ได้จากทีมใดๆสองทีม ซึ่งอาจเป็นทีมซ้ายจับกับทีมกลาง ทีมกลางจับกับทีมขวา หรือทีมขวาจับกับทีมซ้ายก็ได้ ลักษณะการจับคู่อีกอย่างหนึ่งคือการจับคู่สาม คือการนับคะแนนหรือจำนวนรหัสจากทั้งสามทีม แล้วเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดคะแนนที่ได้เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับผู้แทนอิสระ


        การคิดแผนไตรนารี่นั้นเป็นได้ทั้ง แบบบังคับโครงสร้าง และไม่บังคับโครงสร้าง รวมทั้งสามารถมีลักษณะที่เป็น Top-Up หรือ Upgrade ได้ด้วยเช่นกัน




        สแตร์สเตป Stair-step หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า แผนขั้นบันได เป็นลักษณะการคิดค่าตอบแทนให้กับผู้แทนจำหน่ายอิสระเป็นเปอร์เซ็นต์จาก ยอดคะแนนซื้อส่วนตัวและ/หรือยอดกลุ่มส่วนตัว หรือคิดเปอร์เซ็นต์ให้ตามตำแหน่งของผู้แทนจำหน่าย ณ เวลาที่คำนวณนั้น เมื่อลูกทีมได้รับผลประโยชน์เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดคะแนนแล้ว ผู้ที่เป็นแม่ทีมจะสามารถได้รับผลประโยชน์จากยอดคะแนนเดียวกันนั้นก็ต่อเมื่อแม่ทีมมีตำแหน่งสูงกว่าลูกทีม ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ตำแหน่งมี 3 ตำแหน่งคือ Bronze, Silver, Gold และมีผลตอบแทนของแต่ละตำแหน่งเป็นเปอร์เซ็นต์คือ 10% 20% และ 30% ตามลำดับ  โครงสร้างทีมผู้แทนจำหน่ายเป็นดังนี้ นาย ก. เป็นผู้แนะนำหรือเป็นผู้สปอนเซอร์ นางสาว ข. เข้ามาร่วมธุรกิจ และ นางสาว ข. เป็นผู้แนะนำหรือเป็นผู้สปอนเซอร์ นาย ค. เข้ามาร่วมธุรกิจ และ นาย ก. มีตำแหน่งเป็น Gold 30% นางสาว ข. มีตำแหน่งเป็น Silver 20% และนาย ค. มีตำแหน่งเป็น Bronze 10% หาก นาย ค. ซื้อสินค้ามีคะแนนในรอบการคำนวณนี้เป็น 1000 คะแนน นาย ค.จะได้เงินค่าตอบแทนเป็นเงิน 1000 คะแนน x 10% = 100 บาท และ นางสาว ข. จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน (1000 คะแนน x 20%) – (ค่าตอบแทนที่ได้จ่ายให้กับ นาย ค. ไปแล้ว 100 บาท) = 100 บาท และ นาย ก. จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน (1000 คะแนน x 30%) – (ค่าตอบแทนที่ได้จ่ายให้กับ นาย ค. และนางสาว ข. ไปแล้ว 200 บาท) = 100 บาท นับแล้วได้จ่ายเงินค่าตอบแทนเป็นจำนวน 30% ของยอดคะแนนของผู้แทนจำหน่าย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดที่จะจ่ายแล้ว ก็จะไม่ต้องจ่ายให้ให้ผู้แทนจำหน่ายใดๆอีกต่อไปในสายงาน เราอาจเรียกแผนแบบนี้ตามลักษณะการคำนวณได้ว่าเป็นการจ่ายตามผลต่างของเปอร์เซ็นต์ตามตำแหน่ง หากผลต่างของเปอร์เซ็นต์ตามตำแหน่ง แม่ทีม - ลูกทีม มีค่าเป็น 0 หรือ ค่าลบ ก็จะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้กับแม่ทีมคนนั้น ซึ่งก็หมายความว่าแม่ทีมนั้นมีตำแหน่งน้อยกว่าหรือเท่ากับลูกทีม กรณีที่ตำแหน่งหรือเปอร์เซ็นต์ของลูกทีมมากกว่าหรือเท่ากับแม่ทีมเรียกกันทั่วไปว่า ตำแหน่งชนกัน


        การคิดผลต่างของเปอร์เซ็นต์หรือผลประโยชน์ที่ผู้แทนจำหน่ายจะได้รับนั้นมีวิธีคิดผลต่าง % ตามตำแหน่ง หรือ ผลต่าง % ตามยอดคะแนนของกลุ่ม ก็ได้



 

        แผนเบรกอะเวย์  Breakaway หรือที่เรียกกันติดปากจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของแผน Stair-step ไปแล้วนั้นแท้จริงเป็นแผน Unilevel ประเภทหนึ่ง ซึ่งคิดว่าผู้ที่มีคุณสมบัติครบคือผู้แทนจำหน่ายอิสระที่ได้ตำแหน่งสูงสุดในตารางของแผน Stair-step แล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนจากแผน breakaway นี้ โดยอาจคิดให้เป็นชั้นลึกจำกัดอาจจะเป็น 2-3 ชั้นแล้วแต่ความเหมาะสม




        แผนแมทชิ่งโบนัส แท้จริงก็สามารถคิดเป็น Unilevel ชนิดหนึ่งซึ่งคะแนนที่ได้นั้นคิดจากรายได้ของลูกทีมเพื่อนำมาคิดเปอร์เซ็นต์เป็นชั้นให้กับแม่ทีมลักษณะเดียวกับ Unilevel นั่งเอง เป็นการคิดค่าตอบแทนให้แม่ทีมที่ได้ช่วยเหลือลูกทีมให้มีรายได้ ซึ่งก็จะสนับสนุนให้แม่ทีมมียอดขายมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน คือเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน




        กองทุน Pool หรือ All Sale เป็นการคิดเปอร์เซ็นต์ของคะแนนจากยอดขายโดยรวมทั้งบริษัท แล้วนำมาแบ่งให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติครบโดยการหารเท่ากัน หรือจะหารเป็นสัดส่วนของยอดที่ทำได้ก็ได้ การให้กองทุนนั้นเป็นการทำให้ผู้ที่ได้ทำงานให้กับองค์กรมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรระยะหนึ่งและได้สร้างผลงานให้กับองค์กรได้มากเพียงพอจำนวนหนึ่งก็จะมีสิทธิ์ได้รับเงินค่าตอบแทนจากกองทุน ในลักษณะที่เป็นการเกษียร หรือเป็นบำนาญ ก็ได้ หรือจะเป็นกองทุนเพื่อซื้อบ้าน รถยนต์ หรือกองทุนการศึกษาก็ได้ เป็นลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนทางลึกอีกทางหนึ่ง

 

โปรแกรมขายตรงสำเร็จรูป ภายใน 5 นาที

โปรแกรมขายตรง 42 แผนสามารถเลือกหยึดหยุ่นได้อัตโนมัติใช้งานภายใน 5 นาที

 

Hot!Smethaieasy ผู้ให้บริการเว็บสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ...

<

Hot! วิธีการเพิ่มรายได้
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องการเพิ่มรายได้ เราต้องเข้าใจก่อนครับว่า รายได้นั้นมี 2 ประเภท คือ รายได้หลัก หรือ Active Income กับ รายได้ทางอ้อม หรือ Passive Income
Active Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน ถ้าเกิดวันดีคืนดีเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ เงินก็หายไปทันทีเลยจ้า เช่น งานประจำที่ทำอยู่ งานรับจ้าง งานขายของทั้งหลาย ล้วนเป็น Active Income ทั้งนั้น และถ้าเราจะเพิ่ม Active Income นั่นก็แปลว่าเราต้องเพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น หรือไม่ก็เพิ่มความสามารถของตัวเองเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานมากขึ้น
แต่.. Passive Income คือ รายได้ที่ไม่ต้องใช้เวลาทำงานเพื่อแลกเงิน แต่กลับสร้างรายได้ให้กับเราเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ทีนี้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า Passive Income ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง และเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกว่านี้ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 4 วิธี Hot Hit เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณกันเลยดีกว่าครับ
1. สร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ตผ่าน Affiliate Marketing การสร้างรายได้วิธีนี้ จะเริ่มต้นที่เราทำการโปรโมตสินค้า บริการ หรือเว็บไซท์ใดๆก็ได้ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต และสร้างรายได้จากการกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การคลิกลิงค์ การขายสินค้า หรือแม้แต่การสมัครสมาชิก โดยเราจะได้ค่านายหน้าตามแต่เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นเป็นผู้กำหนด สำหรับ Passive Income วิธีนี้ บางคนอาจจะเริ่มต้นจากการทำเวปไซด์ ทำบล็อก แล้วเขียนบทความต่างๆเข้าไป เพื่อโปรโมตสินค้า หลังจากนั้นถ้าประสบความสำเร็จ มีคนเข้าเวปมากมาย ก็เตรียมตัวรอรับเงินได้เลยครับ
2. ทำธุรกิจเครือข่าย (MLM) หรือ การตลาดแบบขายตรง นั่นคือ การเสนอขายสินค้าแบบบุคคลต่อบุคคล โดยบริษัทผู้ประกอบการจะนำเสนอโอกาสทางธุรกิจให้กับนักขายตรงอิสระทั่วไป โดยได้รับผลตอบแทนจากสินค้าที่ขายได้และการหาลูกข่าย และ เมื่อไรที่เราได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในระดับที่องค์กรกำหนดไว้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนจากลูกข่ายและสินค้าที่ลูกข่ายขายได้ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแต่มีเงินใช้แบบสบายๆเลยจ้า
3. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งที่ดินให้เช่า การสร้างหอพัก คอนโด โรงแรม และทรัพย์สินอื่นๆอีกมากมาย โดยมีรายได้จากค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายให้ แถมยังได้กำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง หรืออย่างที่ใครเขาเรียกว่า “เสือนอนกิน” ยังไงล่ะครับ
4. ลงทุนในสินทรัพย์การเงินต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ ฯลฯ โดยการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ มันอยู่ที่ว่าเรามีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน สำหรับบางคนที่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน และยอมรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้
แต่ถ้าหากบางคนยอมรับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า อย่าง กองทุนรวม ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารจัดการให้ แถมยังมีกองทุนประเภทต่างๆให้เลือกมากมายตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้อีกต่างหาก รวมถึงกองทุนบางประเภทอย่าง LTF และ RMF ยังช่วยเราประหยัดภาษีได้อีกด้วย แหม่...
แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการสร้าง Passive Income นั้นยังมีอีกมากมายครับ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนั้น ถนัดและถูกใจกับแบบไหนมากกว่าครับ เพราะเป้าหมายที่เราฝันไว้ มันไม่ได้เดินผ่านได้เพียงเส้นทางเดียว จริงไหมครับ
สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms ขอย้ำอีกทีว่า.. สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรจะระวังไว้ นั่นคือ Passive Income ที่จะมาช่วยทำงานสร้างเงินให้เรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพียงแค่เอาเงินไปลงทุนแล้วจะได้กลับมาในทันทีทันใด แต่เราต้องใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงประสบการณ์อีกมากมายในการตัดสินใจ ลองมองดูคนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายสิครับ กว่าที่เค้าจะมีวันนี้ บอกได้เลยคำเดียวเลยว่า “เจ็บมาเยอะ”
การสร้าง Passive Income ที่ดีนั้นไม่ใช่เพียงแค่เกิดจากความต้องการผลตอบแทนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องรู้ต่างหากครับว่า Passive Income ที่เราเลือกนั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร คิดใคร่ครวญให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งถ้าเกิด “โลภผิดเวลา” เงินทั้งหมดอาจจะหายไปในพริบตาเดียวนะครับ